พาเที่ยวทุ่งทานตะวัน-ขึ้นเขาใหญ่

 

พาเที่ยวลพบุรี-ขึ้นเขาใหญ่

เช้านี้ตื่นแต่เช้าเตรียมตัวไปเที่ยวเต็มที่ เก็บของ ตรวจสำภาระที่จำเป็นไว้เรียบร้อย ทริปนี้เป็นการไปเขาใหญ่ครั้งแรก คนไปด้วยก็ไม่เคยไป อาศัยหาข้อมูลในเนตมาก่อน แล้วก็เป็นการท่องเที่ยวแนวป่าเขาที่ผมสนใจมากๆจึงตื่นเต้นเป็นพิเศษ วางแผนการเดินทางจากลพบุรีเข้าสู่ อ.ปากช่อง โดยไปทาง อ.วังม่วง สระบุรี

เริ่มที่แรกคือทุ่งทานตะวันบริเวณเขาจีนแลทางไป อ.พัฒนานิคม ลพบุรี ถ่ายภาพทุ่งทานตะวันข้างทางไปเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะเริ่มเฉาแล้ว เหลือแต่จุดที่เค้าทำเพื่อนการท่องเที่ยวจริงๆเท่านั้นที่ยังดูสวยอยู่ เดินไปถ่ายภาพไป เกษรสีเหลือเลอะเต็มตัวไปหมด พอเริ่มแดดร้อนก็ออกเดินทางต่อ ไปทาง อ.วังม่วง สระบุรี เจอทุ่งทานตะวันตามทางเยอะมาก บางทุ่งก็เก็บเงินเข้าชมเพื่อการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ มีขี่ช้างด้วย ผ่านอุโมงค์ต้นไม้ ซึ่งปัจจุบันมันไม่สวยแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี มันจะมีต้นไม้เยอะและสวยกว่านี้เยอะมาก

มาถึงน้ำตกมวกเหล็กตอนสายๆแล้ว เลยพักคนพักรถซักหน่อย นั่งพักริมน้ำตกซักพัก ว่าจะไปฟาร์มโชคชัยต่อเพื่อไปดูการแสดงที่นั่น เลยโทรไปจองที่นั่ง ปรากฏว่าวันนี้เค้าปิด เพราะเป็นวันจันทร์ เอาไงดีหว่าไม่รู้ไปไหนแล้วสิ เหลือเวลาตั้งครึ่งวัน คิดไม่ออก แต่ตอนนี้หิวแล้วสิ หาที่กินดีกว่า

..... บรรยากาศข้างร้านอาหาร กินไปถ่ายรูปไปครับ

ขับรถหาที่กินบนถนนมิตรภาพ ขาไปโคราช ไม่เจอที่กินข้าวเที่ยงเลย ลงความเห็น(ความเห้นผมคนเดียว)ว่า ถ่อไปกินแถวลำตะคองดีกว่า รู้สึกว่ามีร้านอาหารจำพวกปลาเยอะ เลือกได้ร้านนึง บรรากาศดีเลยถ่ายรูปไว้ซะหน่อย...

เมื่อท้องอิ่มแล้ว ก็เริ่มเดินทางต่อ ขับย้อนไปปากช่องอีกครั้งเพื่อมุ่งเข้าสู่เขาใหญ่ ก่อนไปก็เติมน้ำมันเผื่อไว้หน่อย กลัวจะไปหมดบนเขาซะ ไม่นานนักก็ถึงด่านตรวจ เสียค่าธรรมเนียมร้อยกว่าบาท ขับเลยด่านไปซักหน่อยก็เจอศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ เพื่อเป็นศิริมงคลในการขึ้นเขาใหญ่ครั้งแรกในชีวิตของผม ก็ต้องเข้าไปสักการะซักหน่อย หลังจากไหว้เสร็จแล้ว เดินลงจากศาลเพื่อไปที่รถ ปรากฏว่า เหตุการณ์ไม่คาดคิดมาก่อนก็เกิดขึ้น....รองเท้าผมขาด ขาดได้ไงเนี่ย แล้วจะไปเที่ยวต่อยังไงเนี่ย ไปเที่ยวเขาไม่มีรองเท้าคงต้องนอนที่พักอย่างเดียวแน่ๆ เลยตัดสินใจขับรถออกไปใหม่ ซื้อรองเท้าแตะที่ตลาดนัดบริเวณตีนเขา นี่ยังดีนะที่มันขาดเสียแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นผมคงแย่แน่ๆเลย พอได้รองเท้าใหม่แล้วก็เดินทางขึ้นเขาต่อ

 

ทางขึ้นเขาไม่ลำบากอย่างที่คิด ก่อนไปผมกังวลมากกลัวจะชันมากจนรถเก๋งขึ้นไม่ไหว ทางมีชันบางช่วง ที่สำคัญมีโค้งด้วย ต้องขับระวังนิดนึง ผ่านจุดชมวิวที่ กม.33 กะว่าจะลงไปถ่ายรูปวิวซะหน่อยแต่ก็อดเพราะคนไปด้วยปวดห้องน้ำเพราะพิษมะขามคลุกน้ำตาลที่ผมเอาไปด้วย ก็เลยไปให้ถึงที่พักรวดเดียวเลยละกัน

พอถึงที่ทำการอุทยาน ก็จัดแจงรับกุญแจห้องพัก ห้องพักเป็นแบบห้องแถวติดกัน10ห้องโซน3 ต้องขับต่อไปอีกไม่ถึง1กิโล ถึงที่พักประมาณ 4-5โมงเย็นแล้ว เอาละวา กินข้าวเย็นที่ไหนดีหละ(เอามาม่ามา แต่ลืมเอากะติกน้ำร้อนมาด้วย...555) หลังเก็บของแล้วจัดแจงไปหาที่กินพร้อมกับสำรวจเส้นทางเพื่อวันพรุ่งนี้ ไปได้ที่กินที่จุดกางเต้นผากล้วยไม้ อากาศเย็นมากๆนี่แค่6โมงเย็นเอง คนมากางเต๊นพอสมควร วันนี้ทั้งเหนื่อยทั้งหิว ทานข้าวเสร็จก็ขับรถกลับที่พักเพื่อพักผ่อน

เช้าวันใหม่อากาศไม่เย็นอย่างที่คิดแฮะ หนาวกว่าที่บ้านนิดหน่อยเอง แต่ว่าน้ำค้างเยอะมากๆ เหมือนฝนตกเลย อากาศสดชื่นมากๆ จัดแจงเก็ข้าวของ คืนห้องพัก เตรียมตัวเดินป่า ก่อนไปขอกินข้าวก่อน(อีกแล้ว) มานั่งกินที่ศูนย์อาหารบริเวณที่ทำการอุทยาน ข้าวแกง2จานกับเกาเหลาลูกชิ้นชามนึง ปาไปร้อยก่าบาท บ่นไม่ได้หรอก นี่บนเขานะไม่ใช่7-11 มาม่าเอาไปก็กินไม่ได้555.....

วันนี้มาจุดกางเต๊นท์ผากล้วยไม้อีกรอบหลังจากเมื่อเย็นวานมาสำรวจก่อนทีนึงแล้ว เพื่อนเดินเท้าเข้าสู่น้ำตกผากล้วยไม้ อากาศก็เย็นกำลังสบายๆ ใส่เสื้อกันหนาวไปตัวนึงแบบกล้องไปอีกตัวนึง เดินเท้าเข้าไประยะทางตามป้ายบอกระยะทาง 1 กม.

 

ตามทางจะเดินเรียบกับลำธาร มีขึ้นเขาลงเขา ปีนขอนไม้บ้าง เจอน้ำตกเล็กเล็กๆตามทางให้พอพักเหนื่อยถ่ายรูปบ้าง เดินแรกๆก็คึกคักดีอากาศก็เย็นพอดี พอหลังๆเพิ่งรู้ว่าของบางอย่างเช่นเสื้อกันหนาวนี่ก็คือภาระไร้ประโยชน์ดีๆนี่เอง เพราะเริ่มร้อนแล้ว เจอน้ำตกสายเล็กๆก็นึกว่าถึงแล้วที่ไหนได้อีกไกลเลยแหะ

เจออึช้างด้วย....

ถึงซักที น้ำตกผากล้วยไม้ ยังมีน้ำตกเหวสุวัตอีก แต่ไม่ไหวแล้ว...555 เหลือกำลังไว้ขากลับได้อย่างเดียว พอได้พักเหนื่อย นั่งพักถ่ายรูปอยู่ครู่ใหญ่ เอาไงดีหว่า ไปต่อดีมั๊ย ไปแล้วมีแรงกลับมั๊ย เอ๊... ไม่เอาแระกลับดีก่า ไปเที่ยวที่อื่นมั่ง(พูดปลอบใจตัวเอง)

 

 

 

.............
ขากลับเดินถึงเร็วไม่เหมือนขามาเลย มาถึงปากทางขอนั่งพักยาวๆหน่อยเหอะ.....

****************

 

ได้พักพอหายเหนื่อยแล้ว ก็ออกเดินทางต่อเพื่อกลับบ้าน ลงเขาทางด้านปราจีนบุรี แต่ก่อนจะกลับ ก็แวะที่ผาเดียวดาย เส้นทางขึ้นเขาเขียว ทางชันพอสมควรเลย ก่อนถึงผาจะถึงศาลเจ้าพ่อเขาเขียวก่อน วิวบนผาเดียวดายก็สวยมากเลย ลมก็แรง แต่น่ากลัวชะมัดไม่อยากยืนริมผาเลย เสียว555 มีกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มใหญ่มาถึงผาเดียวดายก่อน การถ่ายรูปเลยไม่สะดวกนัก แถมยังจับจองพื้นที่นั่งคุยกันเหมือนบ้านตัวเอง ไม่ไหวๆ อยู่ได้ซักพักก้ต้องออกมาจากผาเพราะบรรยากาศไม่รื่นรมย์เอาซะเล๊ย ขากลับขับลงเขาทางชัน บวกกับถนนเป็นหลุมบ่อเยอะมาก ต่างกับบริเวณอุทยานเขาใหญ่เลย

ถึงถนนสายหลักทางลงเขาทางปราจีนบุรี ถนนสายนี้สวยมากๆ ข้างทางมีต้นไม้ข้นทึบเลย ขับไปเจออึช้างเป็นระยะๆ สงสัยว่า ทำไมช้างมันชอบเดินบนถนนเหรอไง เจอบ่อยมากๆ

 

ขับตามทางเรื่อยๆ มีน้ำตกให้แวะมากมาย แต่เหนื่อยแล้ว กะจะแวะน้ำตกเหวนรกอีกที่เดียวก็พอ ต้องเดินเท้าเขาไปเพื่อไปถึงน้ำตกอีก 1กม. ทางเดินเท้าสะดวกเพราะลาดปูนซีเมนต์ตลอดเส้นทาง มีขึ้นเขาลงเขาบ้างนิดหน่อย แต่ว่า ผมไปไม่ถึงน้ำตกหรอก 555 เพราะว่า ไปเจอทางลงเขาที่ชันเอามากๆ ชันชนิดที่ว่าต้องลานลงเลย คนที่ไปด้วยเค้าไม่ไปเลยต้องไม่ไปด้วยดีกว่า ขาลงน่ะอาจเสียวนิดๆ แต่ขาขึ้นสิ มีทั้งเสียวและเหนื่อยแน่ๆ นั่งพักซักครู่จึงเดินกลับ เพื่อกลับ กทม ผ่านทางจังหวัดนครนายก ถึง กทม.ราวๆ5-6โมงเย็น

************************